ผลการศึกษาในออสเตรเลียพบว่า คนที่อาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณที่สายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัสมาเนีย ในออสเตรเลีย และจากมหาวิทยาลัยบริสทอล ในอังกฤษ ตรวจดูฐานข้อมูลผู้ป่วย 850 ราย ในทัสมาเนียที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งไขกระดูก ระหว่างปี พ.ศ.2515-2523 ได้พบว่าคนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่สายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านเป็นเวลานาน อาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นในการเป็นโรคลูคีเมีย (เม็ดโลหิตขาวมาก) ต่อมน้ำเหลือง และโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง ในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารอินเทอร์นัล เมดิซิน เจอร์นัล แจ้งด้วยว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับแนวสายไฟแรงสูงประมาณ 300 เมตร จนถึงตอนอายุ 5 ขวบ มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 5 เท่า ในขณะที่คนที่อยู่ห่างในระยะเท่ากัน ในช่วงระหว่าง 15 ปีแรก มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งตอนโตเป็นผู้ใหญ่ 3 เท่า
ศาสตราจารย์เรย์ โลเวนธัล แห่งมหาวิทยาลัยทัสมาเนีย กล่าวว่า หลักฐานต่อผลกระทบทางสุขภาพเรื่องพิษภัยในระยะยาวยังไม่เป็นที่สรุปได้ และแนวทางในระดับนานาชาติที่มีอยู่ว่าให้จำกัดการ เข้าใกล้สายไฟแรงสูงนั้นก็ยังอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นไปได้ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพระยะสั้น มากกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรค